เกี่ยวกับเรา - ติดต่อเรา
| ** ติดต่อเรา ** |
| ประวัติอาจารย์ไพรพนา ศรีเสน |
| พระอาจารย์จิ้ม วัดดงมูลเหล็ก |
เว็บบอร์ด
| เข้าสู่ พระสมเด็จเว็บบอร์ด |
เข้าสู่ระบบสมาชิก
หาพระที่คุณต้องการใน...ร้านพระสมเด็จไทย
พระเด่นร้านพระสมเด็จไทย
เปิดเว็บ 8/12/09 ผู้เยี่ยมชม







![]() | วันนี้ | 74 |
![]() | เมื่อวาน | 541 |
![]() | สัปดาห์นี้ | 1552 |
![]() | สัปดาห์ก่อน | 385 |
![]() | เดือนนี้ | 6625 |
![]() | เดือนก่อน | 47554 |
![]() | ทั้งหมด | 1716712 |
ผู้เยี่ยมชมขณะนี้
เรามี 231 บุคคลทั่วไป และ 1 สมาชิก ออนไลน์สมาชิกที่เข้าระบบวันนี้
Users
| Most active users today from total of 8: |
| ManStyle, แสงชัย สืบวงษ์, bookeem, sorachian, Jongkid, adrojerzaz, GralmOvally, entailm |
Statistics
สมาชิก : 4507Content : 586
เว็บลิงก์ : 6
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 892563
พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ / พิมพ์ฐานแซม / พิมพ์เกศบัวตูมพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ / พิมพ์ฐานแซม / ... http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop พระสมเด็จวัดพระแก้วพิมพ์ใหญ่เบ็ญจสิริ / พิมพ์พระประธาน(คะแนน)รักน้ำเงินพระสมเด็จวัดพระแก้วพิมพ์ใหญ่เบ็ญจสิริ / ... http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop พระสมเด็จวัดพระแก้วพิมพ์พระประธานกังไส / พิมพ์สมเด็จทรงฉัตรพระสมเด็จวัดพระแก้วพิมพ์พระประธานกังไส / พิมพ์สมเด็จทรงฉัตร... http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop พระสมเด็จตะกั่วห่อชาวัดลครทำพิมพ์ใหญ่ / พิมพ์สามเหลี่ยม / พิมพ์อกครุฑพระสมเด็จตะกั่วห่อชาวัดลครทำพิมพ์ใหญ่ / พิมพ์สามเหลี่ยม / ... http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop พระสมเด็จวัดไชโยพิมพ์หกชั้นอกกว้าง / พิมพ์เจ็ดชั้นพระสมเด็จวัดไชโยพิมพ์หกชั้นอกกว้าง / ... http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop พระสมเด็จบางขุนพรมพิมพ์ใหญ่ / พิมพ์ใหญ่ (คะแนน) / พิมพ์อกครุฑพระสมเด็จบางขุนพรมพิมพ์ใหญ่ / พิมพ์ใหญ่ (คะแนน) / ... http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ชานหมาก / พิมพ์เจดีย์ / พิมพ์ปรกโพธิ์พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ชานหมาก / พิมพ์เจดีย์ / ... http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop พระสมเด็จวัดระฆังปิดทองล่องชาดพิมพ์ทรงเจดีย์ / พิมพ์อกครุฑ / พิมพ์เกศบัวตูมพระสมเด็จวัดระฆังปิดทองล่องชาดพิมพ์ทรงเจดีย์ / พิมพ์อกครุฑ / ... http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop พระสมเด็จวัดพระแก้วพิมพ์ใหญ่ทรงฉัตรมวลสาร / พิมพ์ทรงครุฑเบญจสิริพระสมเด็จวัดพระแก้วพิมพ์ใหญ่ทรงฉัตรมวลสาร / ... http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop พระสมเด็จวัดพระแก้วพิมพ์ใหญ่วรรณะชมพู / พิมพ์ใหญ่แร่เหล็กใหลพระสมเด็จวัดพระแก้วพิมพ์ใหญ่วรรณะชมพู / ... http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop พระสมเด็จตะกั่วห่อชาวัดลครทำพิมพ์ฐานคู่ / พิมพ์ฐานแซม / พิมพ์ทรงประมูลพระสมเด็จตะกั่วห่อชาวัดลครทำพิมพ์ฐานคู่ / พิมพ์ฐานแซม / ... http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop พระสมเด็จบางขุนพรมพิมพ์เส้นด้าย / พิมพ์สังฆาฏิ / พิมพ์ฐานแซม / พิมพ์สามเหลี่ยมพระสมเด็จบางขุนพรมพิมพ์เส้นด้าย / พิมพ์สังฆาฏิ / พิมพ์ฐานแซม / ... http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop พระสมเด็จวัดพระแก้วพิมพ์ใหญ่วรรณม่วง / พิมพ์ใหญ่แร่รัตนชาติพระสมเด็จวัดพระแก้วพิมพ์ใหญ่วรรณม่วง / ... http://www.phrasomdej.in.th/index.php/home-phrasomdej-thai-shop
|
















หลังจากกลับมาก็ได้หมั่นท่องบทสวดพระคาถาชินบัญชร จนมีความแม่นยำโดยไม่ต้องกางบทสวดอีกต่อไป และสิ่งท่ีไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับผม เมื่อได้รับโทรศัพท์จากเพื่อน คือพ่อตาเพื่อนได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ(นอนหลับไปแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย)
ทิ้งพระเครื่องไว้ให้เป็นพันองค์ ให้ผมช่วยไปคัดเลือกหน่อย หนึ่งในนั้นมีพระสมเด็จวัดระฆังลงรักหนาอยู่ 1 องค์ แห้งมากๆ
มีลักษณะเป็นเสี้ยน แห้งเป็นขยุ้มๆ มีรอยกระเทาะบนเส้นซุ้มมองเนื้อในขาวหนึบ ผมจึงบอกเพื่ิอนไปตามตรงว่าเป็น "พระสมเด็จวัดระฆัง" เพื่อนหยิบพระขึ้นดูสักครู่ก็พูดว่า พระสมเด็จวัดระฆังเหรอ "งั้นมึงเอาไปเลย" ผมงงมากทำไมเพื่ิอนมาให้สิ่งท่ีมีค่ากับผมง่ายๆแบบนี้ แล้วเพื่ิอนก็หยิบพระสมเด็จท่ีมีสีหลายสีดูเก่าคร่ำองค์หนึ่ง ดูเก่าแห้งองค์หนึ่ง ถามผมว่าเป็นสมเด็จอะไร ผมตอบว่าไม่รู้ เพื่อนก็ให้มาอีก แต่ผมรู้สึกเฉยๆ มารู้ตอนหลังว่าเป็น"พระสมเด็จเบญจสิริ"เกิดอยากพิสูจน์ความแท้ด้วยการเปิดผิว พื้นผิวเหมือนอยู่บนหิ้งนาน จนคร่ำฝุ่นจับหนาแต่เหมือนเปียกน้ำ ผมจึงทำพิธีขอขมาดวงวิญญานองค์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี และคณะผู้จัดสร้าง บอกถึงวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความ สวยงามเป็นท่ีถูกตา ต้องใจแก่ผู้พบเห็น
ลงมือแช่น้ำร้อน ปัดด้วยพู่กันเบอร์10 ตัดสั้นให้ขนแข้งหน่อย ใช้เวลานานพอสมควรคราบท่ีเกาะแน่นค่อยๆหลุดออกเห็นประกายทองระยิบ ระยับ ผมหยิบพระขึ้นส่องด้วยกล้องzeissขนาด 10x เห็นสะเก็ดทองคำแท้ทั่วองค์ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พิมพ์พระเป็นแบบสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ยุคกลาง สังเกตุเห็นรอยแตกราน รอยยุบ รอยมวลสารหลุดแบบสมเด็จวัดระฆัง ตัดข้างเป็นแบบตอกตัด ด้านหลังมีรอยปาดขวางบางๆ สีขององค์พระมีหลายสี แต่ไม่สดสีออกมอๆ ดูเก่าครับ.
ส่วนอีกองค์เป็นพิมพ์ปรกโพธิ์ใหญ่ คือใหญ่กว่าสมเด็จพิมพ์ใหญ่พอสมควร มีฝ้ากรุจับหนาพอสมควร ลักษณะแห้งมากๆ มีรอยรานตื้นๆ ท่ีด้านหน้าองค์พระครับ ผมขอจบบรรยายแค่นี้ก่อนนะครับ.
หมายเหตุ ตลอดชีวิตไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ครอบครองของสูงค่าถึงเพียงนี้
ในชีวิตของเรา เราเริ่มสวดมนตร์จริงจังทุกวันในช่วงก่อนนอนเริ่มตอนอายุสิบหกปีกว่าๆ ช่วงแรกก็สวดมนตร์บูชาพระพุทธเจ้า บทที่สวด คือ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) แปลว่า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลสตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง และมีบทอื่นที่สวดเพิ่มเติม เช่น บทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ (อิติปิโส ๑๐๘) เป็นต้น ต่อมาอีกประมาณปีหนึ่งที่เริ่มสวดพระคาถาชินบัญชร ของสมเด็จพระพุทธาจารย์ (โต พรหมรังสี) และเราก็ศึกษาอ่านพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะเพิ่มเติมมาตลอด
เรารู้ดีว่าชีวิตของคนมีทั้งสุขและทุกข์ปนกันไป ก็ได้หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ไว้เป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติมาโดยตลอด ซึ่งชีวิตก็เป็นไปในด้านที่ดี หากช่วงใดมีความทุกข์ แม้ต้องเสียใจร้องไห้ หรือไม่สบายกายเพราะไม่สบาย เราก็คิดถึงพระพุทธเจ้าว่าท่านลำบากกว่าเราตั้งมากมายนัก เป็นถึงเจ้าชายจะอยู่เสวยสุขทั้งชาติก็ได้ แต่ยอมสละตนรับความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ก็ใช้เวลาลองผิดลองถูกมา ๖ ปี
เรื่องที่จะเล่าให้เห็นถึงปาฏิหาริย์ที่มีจริงจากการเคารพบูชาท่าน และความศักดิ์สิทธิ์จากภยันตรายที่มองไม่เห็นก็มีอยู่ เช่น สมัยที่เราเรียนปริญญาตรี เรากับเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นคนคริสต์ (ซึ่งเพื่อนคนนี้ก็สวดมนตร์เหมือนกันแต่ไม่ทุกวัน แต่ก็เป็นเพื่อนที่ดี) ได้เล่นเชิญ Guardian Angel ของตนเองเพื่อมาพูดคุย (เล่นแบบผีเหรียญ) ของเพื่อนจะเป็นคู่รักในอดีตชาติ แต่ของเราเป็นแม่ในอดีตชาติ ต่างคนต่างผลัดกันเล่นถามคำถามที่อยากรู้ เราจะไม่ลงรายละเอียดส่วนนี้ แต่มีช่วงหนึ่งที่เพื่อนเราถามแม่ในอดีตของเราว่าเขามีตะปูอยู่ในร่างกายไหม แม่ในอดีตบอกว่ามี ๒ ตัว เมื่อเราถามว่าตัวเรามีไหม แม่ในอดีตบอกว่าไม่มี (ที่ถามเนื่องจากว่าเพื่อนเคยเห็นพิธีกรรมแบบนี้มาก่อน)
อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราอายุประมาณ ๒๓-๒๔ ปี เท่าที่เราจำได้ เพราะความที่เราสวดมนตร์มานานทำให้เวลาเราสวดมนตร์เสร็จแล้วนั่งสมาธิ สักพักจะมีเสียงเคาะให้ได้ยินเป็นช่วงๆ เป็นแบบนี้มาจนถึงปัจจุบันเป็นสิบปีแล้ว (เป็นเสียงแบบเหมือนเราเอามือเคาะกับไม้ เช่น โต๊ะไม้) ซึ่งเราก็เคยส่งกระแสจิตและมีทั้งถามปากเปล่าว่าเขาเป็นใครต้องการอะไร แต่เราก็ไม่สามารถสื่อสารอะไรกับเขาได้เลย เคยเชิญให้เข้าฝัน ก็ไม่เคยฝันว่าจะมีใครมาขอความช่วยเหลือใดๆ จนเราเองจนปัญญา วันหนึ่งเราเลยเล่นแบบผีเหรียญเผื่อเชิญเขามาได้ แต่ก็ล้มเหลว มีเสียงเคาะ แต่เขาไม่เข้าเหรียญ เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่เข้ามาเผื่อจะสื่อสารกันได้ (เราเคยเห็นเพื่อนเราคนหนึ่งสามารถเล่นผีเหรียญเพียงคนเดียวแล้วเรียกวิญญาณที่คุ้มครองเขามาได้)
จนในที่สุด เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๖ วันหนึ่งเราได้ไปหาปู่ฤาษีท่านหนึ่ง (ร่างทรง) กับพี่ที่ทำงานด้วยกัน เพราะมีเรื่องสงสัยอยากถามเกี่ยวกับเสียงที่เคาะว่าเขาเป็นใคร ต้องการอะไร และจะถามเกี่ยวกับธรรมมะด้วย เพราะพี่ที่ทำงานบอกว่า ปู่เป็นเทพที่เป็นหัวหน้าเทพแต่เคารพในพระพุทธเจ้า เราได้เห็นในส่วนของคนอื่นว่าเวลาปู่ฤาษีเข้าร่างทรงแล้ว และทำพิธีเรียกเทพของบุคคลนั้นๆมาซึ่งไม่รู้ว่าตนเองมีเทพองค์ใด ซึ่งปู่จะสวดภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ (เป็นภาษาเทพจริงหรือไม่ เราไม่ทราบ) และมีสวดภาษาไทยด้วย สวดเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คนที่สวดมนตร์รับก็จะมีอาการที่เรียกว่า “เข้าทรง” แล้วปู่ก็จะถามเทพที่มาเข้าทรงว่าอยากรับร่างนี้หรือไม่ ถ้าอยากรับให้ก้มศีรษะลงมา ซึ่งคนรับก็ก้มศีรษะลงมา เป็นแบบนี้หลายคน และแต่ละคนก็จะสอบถามข้อมูลที่ตนเองอยากรู้ต่างๆกันไป ในส่วนของพี่ที่ทำงานก็เป็นคนที่รับเป็นร่างทรงของเทพมาแล้ว (ปู่บอกเขาว่าเป็นเทพผู้ชายท่านหนึ่งในศาสนาพราหมณ์- ฮินดูซึ่งเป็นชื่อที่คนไทยรู้จักกันดี) ในที่นั้นมีอีกสองคนที่รับร่างทรงแล้วเช่นกัน ซึ่งมีพระโพธิสัตว์หญิงทางจีนด้วยคนไทยก็รู้จักชื่อนี้กันดี แล้วเวลาพูดคุยกันก็จะสื่อสารเป็นภาษาเทพ (ที่เราฟังไม่รู้เรื่อง) ตอนถึงคิวของเรา เราถามปู่ว่าเราอยากรู้ว่าเสียงคนที่เคาะเป็นใคร เขาต้องการอะไร หรือว่าเราคิดไปเอง ซึ่งปู่บอกให้เรานั่งสมาธิ จะเชิญเขามาเข้าร่างเรา เราจะได้ทราบได้ว่าเขาเป็นใคร ซึ่งเราก็ยินดี เมื่อเรานั่งสมาธิ ในใจเราก็สวดพุทโธๆกำหนดลมหายใจที่ปลายจมูก เพื่อทำจิตให้ว่าง ส่วนปู่ก็สวดภาษาเทพและสวดกล่าวภาษาไทยพอสรุปได้ว่า ขอให้เจ้าที่เจ้าทางอนุญาตให้เขาเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเทพ หรือเป็นวิญญาณใดก็ขอให้เขามาเข้าร่างนี้ หากมาแล้วจะเข้าร่างนี้ให้กดหนักๆให้เรารู้ตัวว่าเขามาแล้ว...... (สวดประมาณนี้ แต่จริงๆพูดครอบไปหลายกลุ่มเทพ และวิญญาณ) ซึ่งปู่สวดซ้ำไปซ้ำมาทั้งภาษาเทพและภาษาไทยซึ่งในแต่ละรอบก็ยาวพอสมควร ราวๆ ๕-๖ รอบเห็นจะได้ ในส่วนของเรา เราก็พยายามทำจิตใจให้ว่าง สวดพุทโธไป และรอว่าเมื่อไรร่างกายเราจะรู้สึกหนักอย่างที่ปู่สวดว่าถ้าเขามาแล้วให้กดหนักๆ ปรากฎว่าตั้งแต่เรานั่งสมาธิจนถึงท้ายพิธีสวดไม่รู้สึกอะไรว่าหนักกายเลย ตอนนั้นก็รออยู่ว่าเมื่อไรจะเข้ามาสักที จนในที่สุด ปู่เลิกสวดและบอกให้พี่ที่ทำงานเราเรียกชื่อเรา เพื่อให้ลืมตาจากสมาธิ พอเราลืมตา ปู่บอกว่า “เขามาแล้ว แต่เข้าร่างไม่ได้ เพราะสวดมนตร์ป้องกันไว้ เขาก็อยู่รอบๆนี่แหละ” และปู่ก็บอกให้ทราบว่าเขาเป็นใคร (ไม่ขอ บอกในที่นี้แต่เป็นวิญญาณดี) ซึ่งตอนนั้นเราก็นึกถึงพระคาถาชินบัญชร ของสมเด็จพระพุทธาจารย์ (โต พรหมรังสี) ขึ้นมาเลย ในการสนทนากับปู่ทำให้เราทราบว่าปู่เองดูจะเป็นวิญญาณดี ที่เรียกวิญญาณเพราะเราไม่รู้ว่าเป็นเทพจริงหรือไม่ หากเป็นเทพแท้เราก็ยินดี ปู่บอกว่าเวลาเราสวดมนตร์จะเกิดรัศมีแสงรอบตัวทำให้เขาเข้าใกล้ไม่ได้ เมื่อสวดมนตร์เสร็จให้แผ่เมตตาให้เขา (ซึ่งปกติเราก็ทำอยู่แล้ว) และเรายังมีคำถามอื่นอีก เช่น จะทำอย่างไรให้พ่อแม่เราหันมาสวดมนตร์นั่งสมาธิ ปู่บอกว่า นั่นเป็นความต้องการของเรามานานแล้ว (ซึ่งเป็นความจริงในจุดนี้ของเรา บอกพ่อแม่แล้วเขาก็ไม่ทำ) ปู่บอกให้เราเมื่อสวดมนตร์แผ่เมตตาก็ให้กับเทพที่ดูแลคุ้มครองพ่อแม่เราด้วย เพื่อให้เขาดลจิตใจพวกท่านให้มาปฏิบัติ เราก็บอกว่าเราก็สวดมนตร์แผ่เมตตาให้กับเทพของเราและของพ่อแม่อยู่แล้ว พวกเขาได้รับไหม ปู่บอกว่าได้รับ และเราถามเรื่องการนั่งสมาธิว่านั่งอย่างไรจะก้าวหน้า ปู่ถามว่าเราอยากนั่งสมาธิเพราะอะไร เราตอบไปว่า อยากรู้ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เราศึกษาเป็นจริงในทางปฏิบัติหรือไม่ ภพภูมิ นรก สวรรค์มีจริงไหม เพราะอ่านได้แต่ปฏิบัติไม่ได้ ก็เท่ากับเรายังพิสูจน์คำสอนของท่านไม่ได้ เราอยากเห็นได้ด้วยตนเอง ปู่บอกให้เราอย่ากล่าวพุทโธแล้วกำหนดลมหายใจที่ปลายจมูก ให้กำหนดยุบหนอ-พองหนอที่ท้องเพราะจะทำให้เรากำหนดสมาธิได้ดีกว่า อย่ามี “ความอยาก” เช่น ความอยากรู้อยากเห็น เพราะจะเป็นตัวปิดกั้นในการทำสมาธิให้จิตสงบ แล้วถ้าทำถูกจะเห็นเอง เรื่องการเห็นภพภูมิเป็นเรื่องเฉพาะตัว และให้ถือศีลห้าข้อ ฯลฯ (ข้อมูลต่างๆที่ปู่กล่าวมาก็ไม่ต่างจากที่พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอนไว้) ในการที่เราได้สนทนากับปู่ทำให้เรารู้ว่าปู่เองสามารถรู้บางเรื่องในอดีตของชาตินี้ที่เราทำได้ ดูเหมือนจะอ่านจิตเราได้ แต่ทั้งนี้บางคนรวมทั้งเราอาจคิดว่าสิ่งที่พูดก็สามารถเป็นคำพูดที่เป็นทางจิตวิทยาได้เหมือนกัน เช่น เราถามปู่ว่าเทพของเราชื่ออะไร ปู่ไม่ตอบ ซึ่งพี่อีกคนในที่นั่นบอกว่าปู่ไม่รู้ชื่อเทพหากไม่ได้เชิญลงมาว่าเทพองค์ใดคุ้มครองใคร ปู่บอกว่าถ้าอยากรู้ต้องเชิญลงมาต้องรับองค์ แล้วต้องเปิดตำหนักเพื่อช่วยคนอื่น เราก็บอกว่าเราไม่อยากรับองค์เพื่อทำแบบนั้น ปู่กล่าวทิ้งท้ายว่า อะไรที่ไม่อยากเป็นเดี๋ยวก็ต้องเป็น (สรุป คือ เราก็มีองค์ ว่างั้น)
การที่เราลังเลในเรื่องการรับองค์เทพ เพราะเราเห็นว่าในศาสนาพุทธไม่เคยมีครั้งใดที่พระพุทธเจ้าบัญญัติให้มีการรับองค์ได้ เท่าที่เราได้ศึกษาในพระไตรปิฎก ปรากฎว่าการทำเช่นนั้น เป็นเรื่องที่จะเข้าเป็นติรัจฉานวิชชา (วิชาภายนอกที่ไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นทางเพื่อเข้าสู่นิพพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยว เรื่องรับองค์ทรงเจ้ารับผีไม่มีในศาสนาพุทธ และยังมีลักษณะอื่นอีกมาก ดูได้ที่ “ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (๑ พรหมชาลสูตร) มัชฌิมศีล”) เมื่อเราสงสัยเราจึงไปอ่านเว็บไซต์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูว่ามีเรื่องการรับองค์ทรงเจ้าหรือไม่ ปรากฎว่า ทางเขาก็ไม่มีเช่นกัน และเขาระบุว่าพวกที่รับองค์ที่ว่าเป็นเทพไม่ว่าของไทย ฮินดู จีน ล้วนเป็นเรื่องโกหก เทพแท้ที่อาศัยร่างมนุษย์เพื่อเข้าทรงเพื่อช่วยคน ร่างทรงคนนั้นจะต้องเป็นคนถือศีลกินเจ อยู่ในตำหนักฮินดูของเขาเอง และจะเชิญมาในวันสำคัญทางศาสนาของเขาเท่านั้น ไม่มาเปิดตำหนักข้างนอก ไม่มีการกินเหล้า สูบบุหรี่ กินหมาก หรือออกไปเต้นท่าทางต่างๆว่าเป็นเทพเข้าร่างแล้ว ดังนั้น พวกที่เข้าร่างคนพวกนั้นแท้จริงแล้วเป็นวิญญาณไม่ใช่เทพ (วิญญาณดีที่อยากช่วยมนุษย์จริงๆก็มี แต่ว่าผลบุญของที่ร่างทรงทำไว้จะต้องแบ่งให้วิญญาณพวกนี้ไปด้วย และไม่เป็นการดีที่อยู่ๆร่างหนึ่งร่างจะมารับสองวิญญาณหรือบางคนกล่าวอ้างว่ามีองค์เทพสามถึงสี่คนในร่างตนเองก็มี) เทพแท้ไม่ใช่ทาสที่เชิญมาก็ต้องมาในตอนนั้นทันทีหรือมาได้บ่อยๆ หากพวกพราหมณ์รู้ว่ามีใครกล่าวอ้างเป็นเทพในศาสนาเขา เขาจะสวดมนตร์ทำพิธีขับไล่ร่างทรงนั้น และเขาบอกว่าร่างทรงเกิดอาการทุรนทุรายเนื่องจากไม่ใช่เทพแท้ของเขา (หากใครคิดว่าตนเองแน่มีเทพทางพราหมณ์-ฮินดูจริงลองไปพิสูจน์ตนเองที่วัดแขกน่าจะเป็นการดี นอกจากนี้หากไม่ใช่เทพแท้ของเขา หลักธรรมพระสูตรทางศาสนาเขา เวลาเขาถาม ร่างทรงก็ตอบไม่ได้) เป็นต้น
ดังนั้น ประสบการณ์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้เราได้ข้อสรุปว่า
๑. อำนาจพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ ในบทสวดมนตร์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจริงที่คอยปกป้องคุ้มครองเรามาตลอดเวลา อย่างบทชินบัญชร เป็นการอัญเชิญเหล่าพุทธบารมีของพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ พระธรรมต่างๆ และพระอริยสงฆ์สาวก มาเป็นกำแพงแก้วคุ้มครองผู้สวด ๗ ชั้น กันภูตผีปีศาจและคุณไสย ไสยศาสตร์ต่างๆได้ ตามตำรากล่าวอานุภาพของพระคาถาดังนี้ว่า
ผู้ใดได้สวดภาวนาพระคาถาชินบัญชรนี้ เป็นประจำอยู่สม่ำเสมอจะทำให้เกิดความศิริมงคลสมบูรณ์พูนผล ศัตรูหมู่พาลไม่กล้ากล้ำกราย ไปทางใดย่อมเกิดเมตตามหานิยม เกิดลาภผลพูลทวีขจัดภัยจากภูติผีปีศาจ ตลอดจนคุณไสยต่างๆ ทำน้ำมนต์รดแก้สรรพโรคภัย เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต มีคุณภาพตามแต่จะปราถนา ดังคำโบราณว่า “ฝอยท่วมหลังช้าง” จะเดินทางไปที่ใดๆ สวด ๑๐ จบ แล้วอธิษฐานจะสำเร็จสมดังใจ
๒. ด้วยเหตุนี้ทำให้เหตุการณ์ด้านคุณไสย หรือวิญญาณใดก็เข้าร่างเราไม่ได้ แม้เราจะยินดีให้เข้ามา เช่น การเล่นแบบผีเหรียญคนเดียว หรือการไปขอให้ปู่เชิญมาให้ก็ตาม
๓. แม้บทสวดคาถาของปู่ก็ไม่อาจทำลายกำแพงแก้วของพระพุทธองค์ได้
๔. บางคนที่อยู่ในพิธี คุยกับเราว่าเขาจะรับองค์ จะถือศีล ๕ เพราะก่อนหน้านี้ทำอะไรไม่ขึ้น เพราะชอบดื่มเหล้า แถมในตัวเขาอาจมีของไม่ดีอยู่ด้วย ซึ่งความจริงไม่ต้องรับองค์ พระพุทธองค์ก็ให้ถือศีล ๕ อยู่แล้ว แต่ชาวพุทธหลายคนไขว้เขว้ทำตนในศีล ๕ ไม่ได้เอง แล้วจะหาสิ่งดีๆมาเข้าตัวได้อย่างไร คิดแต่เพียงว่าต้องรับองค์ ให้องค์ช่วย ให้จำไว้อย่างว่า หากคุณถือศีล ๕ สวดมนตร์ นั่งสมาธิ เท่ากับคุณปูทางสร้างคลื่นพลังงานที่ดีให้อยู่กับคุณอยู่แล้ว แล้วคลื่นพลังงานที่ดีอื่นๆ จะมาหาคุณเอง ทำให้คุณประสบความสำเร็จในทางดีที่สมปราถนาได้ ในทางกลับกัน หากสร้างคลื่นพลังงานไม่ดี เช่น ไม่ถือศีล ๕ คลื่นพลังงานที่ดีก็มาหาคุณได้น้อย เพราะมีคลื่นพลังงานไม่ดีมีมากกว่าคอยกั้นไว้และส่งผลอยู่
๕. หากแม้มีใครบอกว่าคุณ “มีองค์” ต้องไปรับองค์ ขอให้ตอบไปว่า “ใช่ เรามีองค์แล้ว ก็คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” หรือ จะเป็นพระอริยสงฆ์ท่านใดที่คุณนับถือแล้วก็ได้
๖. ฤทธิ์ธานุภาพของพระพุทธเจ้าสูงกว่าองค์เทพใดๆ อยู่แล้ว แล้วคุณจะไปรับ “องค์” ทำไมกัน? เทพ พรหม อรูปพรหมยังต้องเวียนว่ายตายเกิด อีกทั้งคุณจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเวลาร่างทรงเชิญเทพมาเข้าร่างผู้รับนั้น จะเป็นองค์เทพแท้จริงหรือไม่ เว้นแต่คุณจะเป็นผู้มีฌานวิเศษด้วยตัวเอง คือ รู้ได้ด้วยตนเอง แต่ต้องมั่นใจว่าตนเองไม่รู้แบบหลงคิดไปเอง (ไม่มีร่างทรงคนไหนจะบอกว่าเป็น เทพมาร หรือ มาร หรือ วิญญาณฝ่ายดี หรือ วิญญาณสัตว์เดรัจฉานหรอก แม้ร่างทรงเองก็คงเข้าใจโดยสุจริตใจว่าของตนเป็นองค์เทพแท้) เมื่อคุณเข้าไปที่ใดๆที่เขาทำพิธีกรรมทางทรงเจ้านี้ ไม่ต้องห่วงว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่เขาจะบอกว่าคุณมีองค์ หรือไม่ก็บอกว่ามีของไม่ดีอยู่ข้างในตัว ต้องเอาออกก่อนรับองค์ ดังนั้น คุณไม่ใช่คนพิเศษอะไรกว่าใครคนที่ไม่มีคนทักว่ามีองค์
๗. หากเทพแท้ของคุณอยากให้คุณช่วยเหลือจริง ท่านสามารถเข้าฝันคุณได้อยู่แล้ว หรือมาทางสมาธิเมื่อคุณนั่งสมาธิจนเกิดจิตนิ่ง แล้วจิตนั้นจะช่วยให้คุณสื่อสารกับเทพแท้ได้ หรือรู้เห็นภพภูมิอื่นได้ หากกำลังบุญของคุณมากพอ บางคนต้องการให้เทพช่วยหรือแม้พระพุทธเจ้า หรือพระอริยสงฆ์ก็เพียงส่งจิตเราสวดมนตร์ของท่าน ท่านก็ช่วยปัดเป่าบรรเทาให้แล้ว
๘. แท้จริงแล้วเทพแท้จะเข้าร่างทรงก็พอมีได้จริง แต่เปอร์เซนต์การเกิดน้อยมาก (พราหมณ์-ฮินดู ว่าเช่นนั้น)
๙. ให้ระวัง มาร กับ เทพมาร ที่สามารถมีอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ไม่ต่างจากเทพแท้ได้ เราเคยอ่านว่ามีพระที่สื่อสารทางจิตได้ ซึ่งเราจำไม่ได้ว่าพระนี้ขอจากใคร กล่าวคือ มาร หรือ เทพมาร ช่วยแปลงตนเองให้พระท่านดูหน่อยว่าพระพุทธองค์ท่านมีลักษณะอย่างไรหลังปรินิพพาน (เพราะมาร หรือ เทพมารตนนี้ บอกว่าเคยเห็นพระพุทธองค์ว่าเป็นอย่างไร) ซึ่งพอแปลงให้ก็เป็นแบบพระพุทธองค์ที่มีฉัพพรรณรังสีสวยสดงดงามมาก จนพระก้มลงกราบเพราะหลงคิดว่าเป็นพระพุทธเจ้าจริงไปแล้ว ต่อมาผู้ที่แปลงร่างนี้ ก็ตำหนิพระว่าอย่ามากราบตนเพราะเขาไม่ใช่พระพุทธเจ้า เดี๋ยวเขาบาป (มาร หรือ เทพมาร ที่ไม่ได้คิดร้ายต่อพระพุทธเจ้าก็มี แต่จะนับถือหรือไม่ ก็อีกเรื่อง)
๑๐. เครื่องรางของขลัง แม้แต่องค์พระห้อยคอ ฯลฯ ต่อให้คุณมีครอบครองอยู่จริง จงอย่าไปยึดติดกับวัตถุพวกนั้นเลย “ธรรม” ของพระพุทธเจ้าต่างหากที่คุณสมควรยึดมาปฏิบัติให้มาก แต่ก็ไม่ให้ยึดติดเช่นกัน เพราะธรรมนี้ก็เป็นดั่งบันไดให้ชาวพุทธเดินทางเพื่อให้สู่แดนนิพพานนั่นเอง
๑๑. เราอยากเชิญชวนทุกท่านที่ได้อ่านเรื่องนี้ หรือเรื่องของใครก็ได้ที่มีประสบการณ์ในทางธรรม ขอให้คุณมาสวดมนตร์ ถือศีล ๕ นั่งสมาธิเจริญภาวนากันให้มาก อย่าคิดว่าเดี๋ยวค่อยทำ หรือเป็นผู้อาวุโสค่อยทำ กว่าจะถึงเวลานั้นก็ช้าเกินไป หรือบางคนอาจเสียชีวิต หรือประสบภาวะพิกลพิการสมองไม่อยู่ในภาวะปกติที่จะเจริญธรรมได้อีกแล้ว ได้แต่รอคอยความตาย หรือรอแต่เศษบุญที่คนอื่นจะทำส่งให้ภายหลังตายแล้วเท่านั้น ดีไม่ดีบางคนก็ไม่ทำบุญให้ผู้ที่ตายไปเพราะคิดว่าตายแล้วสูญ เป็นต้น
ขอฝาก ธรรมบท ๒๕/๒๐ ว่า “มารดา บิดา หรือญาติอื่นๆ ทำความดีบางชนิดให้ไม่ได้ จิตที่ตั้งไว้ชอบแล้ว ทำบุคคลให้ดีได้ยิ่งกว่านั้น”
สุดท้ายนี้หากใครมีข้อสงสัยประการใด หรืออยากร่วมแสดงความคิดเห็น สอบถามเราได้ ถ้าเรารู้เราจะช่วยตอบให้ ถ้าเราไม่รู้ เราจะค้นคว้าหามาให้เพิ่มเติม
เขียนโดย “PNS ผู้ศึกษาธรรมเพื่อมุ่งสู่นิพพาน”
พันธนาการที่ผูกมัดนักโทษในเรือนจำของโลกมนุษย์จะเป็นเพียงโซ่ตรวนที่ล่ามไว้เท่านั้น แต่ทว่าพันธนาการที่ร้อยรัดสรรพสัตว์ไว้กับภพทั้ง 3 ก็คือ ตัณหา (ความทะยานอยาก), อาสวะ (กิเลสที่หมักดองสันดาน) และอวิชชา (ความไม่รู้อริยสัจจ์ 4 คือ ทุกข์, เหตุให้ทุกข์เกิด, ความดับทุกข์ และข้อปฎิบัติให้ถึงความดับทุกข์) ซึ่งอกุศลธรรมเหล่านี้นับว่าเป็นพันธนาการที่ผูกมัดสัตว์ได้อย่างเหนียวแน่นยิ่งกว่าโซ่ตรวนใดๆทั้งหมด สมดังพุทโธวาทที่ทรงตรัสขณะเสด็จเยี่ยมอนุโมทนาต่อท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ภายหลังที่พระเถระบรรลุอรหันตมรรค – อรหันตผลได้เข้าถึงสัจธรรมอันสูงสุดแล้ว ดังข้อความต่อไปนี้
“เราตถาคตทราบว่าเธอพ้นโทษจากอันตรทุกข์ในที่คุมขังแห่งเรือนจำของวัฏฏทุกข์ จึงได้มาเยี่ยมอนุโมทนา ที่คุมขังแหล่งนี้ใหญ่โตมโหฬารและแน่นหนามั่นคงมาก และมีเครื่องยั่วยวนให้เผลอตัวและติดอยู่โดยรอบตัวไม่มีช่องว่างจึงยากที่จะมีผู้แหวกว่ายออกมาได้ เพราะสัตว์โลกจำนวนมากไม่ค่อยมีผู้สนใจกับทุกข์ที่เป็นอยู่กับตัวตลอดมา ว่าเป็นสิ่งที่ทรมานและเสียดแทงร่างกายจิตใจเพียงใดพอจะเสาะแสวงหาทางออกด้วยวิธีต่างๆ เหมือนคนเป็นโรคแต่มิได้สนใจกับยา ยาแม้มีมากจึงไม่มีประโยชน์สำหรับคนประเภทนั้น
ธรรมของเราตถาคตก็เช่นเดียวกับยา สัตว์โลกอาภัพ เพราะโรคกิเลสตัณหาภายในใจเสียดแทง ทำให้เป็นทุกข์แบบไม่มีจุดหมายว่าจะหายได้เมื่อไร สิ่งตายตัวก็คือโรคพรรค์นี้ ถ้าไม่รับยาคือธรรมจะไม่มีวันหายได้ต้องฉุดสัตว์โลกให้ตายเกิดคละเคล้าไปกับความทุกข์กายทุกข์ใจ และเกี่ยวโยงเหมือนลูกโซ่ตลอดอนันตรกาล ธรรมแม้จะมีเต็มไปทั้งโลกธาตุก็ไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ไม่สนใจนำไปปฏิบัติรักษาตัวเท่าที่ควรจะได้รับจากธรรม ธรรมก็อยู่แบบธรรม สัตว์โลกก็หมุนตัวเป็นกงจักรไปกับทุกข์ในภพน้อยภพใหญ่แบบสัตว์โลกโดยไม่มีจุดหมายปลายทางว่าจะสิ้นสุดทุกข์กันลงได้เมื่อไร”
อริยสัจจ์ว่าด้วยข้อปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทของความทุกข์ คือ หนทางอันประเสริฐ อันประกอบด้วยองค์แปด ได้แก่
1. ความเห็นถูกต้อง (ความรู้ความเข้าใจอันดี)
2. ความดำริถูกต้อง (ความคิดดี)
3. ความมีวาจาถูกต้อง
4. ความมีการกระทำทางกายถูกต้อง
5. ความมีอาชีวะถูกต้อง
6. ความมีความพยายามถูกต้อง
7. ความมีการระลึกประจำใจถูกต้อง (สติดี)
8. ความมีการตั้งใจมั่นอย่างถูกต้อง (สมาธิดี)